Skip to main content

บันทึกคอร์ส Certification of International Yoga Leader by KAY รุ่นที่ 6 วันที่ 8-11 มี.ค. 2562


ใบประกาศนียบัตรที่บีมได้รับ
ถ้าชีวิตของคุณขาดเสียงหัวเราะมานาน ซับซ้อน วุ่นวาย ตัดสินใจไม่ได้ หมดพลัง สุขภาพแย่ ผิวพรรณแย่ อ่อนแอแพ้ง่าย เป็นสิวเรื้อรัง งง ๆ เบลอ ๆ ไม่มีทิศทาง หลงทาง และคุณกำลังมองหาชีวิตที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ติดอาวุธที่จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาชีวิตได้ยั่งยืนจริง ๆ คอร์สนี้ให้สิ่งที่คุณกำลังตามหาค่ะ

ในบทความนี้ บีมจะพูดถึงคอร์ส Certification of International Yoga Leader by KAY ที่ได้ไปเรียนมา โดยเป็นมุมที่ "สรุปและตกผลึก" จากการเข้าคอร์สนี้นะคะ ไม่ได้สรุปสิ่งที่เรียนลงมาให้ค่ะ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจโยคะหัวเราะมากขึ้นและเข้าใจประโยชน์ของคอร์สมากขึ้นค่ะ ว่าเรียนแล้ว "ได้อะไร" จากมุมของบีม

เหตุผลที่บีมลงเรียนคอร์สนี้

มีเหตุผลหลายอย่างที่ส่งสัญญาณบอกบีมว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลงเรียนคอร์สนี้และรุ่นนี้ค่ะ 
  1. เรียนเพื่อนำมาใช้กับตัวเอง ซ่อมตัวเอง แก้ปัญหาตัวเอง เพราะ หลังจากที่ทำโยคะหัวเราะกับครูเก๋ตอนเข้าคอร์ส Grounding Your Soul วันที่ 23-24 ก.พ. 62 บีมรู้สึกว่า โยคะหัวเราะมันปลดปล่อยบีมได้เยอะมาก ๆ บีมได้ทำเช้าวันที่ 24 ก.พ. ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้นค่ะ (เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบำบัด) ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีหลายอย่างจริง ๆ พอพลังงานเราเปลี่ยน และเราสามารถหัวเราะจากหัวใจได้โดยอัตโนมัติ มันไม่ได้จบแค่ในคอร์ส มันเหมือนเราเป็นคนใหม่ขึ้นมาอีกนิด มุมมองต่อชีวิตมันจะสดใสขึ้นค่ะ บีมชอบในผลลัพธ์มาก ๆ อารมณ์แบบ #ตามหามานาน ทั้งชีวิตก็ว่าได้ เลยอยากเรียนจริงจังเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ
  2. บีมอยากเรียนรู้เคสของคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งครูเก๋บอกว่ารุ่นนี้มี 3 คนแล้ว การที่บีมเห็นเคสอื่น ๆ ด้วย จะทำให้เข้าใจศาสตร์บำบัดของครูเก๋มากขึ้นค่ะ และอาจจะเข้าใจตัวบีมเองเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจากการที่บีมเคยจัดกิจกรรมปรึกษาแบบกลุ่มสำหรับกลุ่มที่มีปัญหาสิวมาก่อน บีมเข้าใจดีค่ะว่า การได้เรียนรู้ชีวิตและปัญหาของคนอื่น ๆ มันจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ปลดล็อคหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น แม้เพียงแค่เป็นการแลกเปลี่ยนการสนทนาเท่านั้น มันก็ช่วยได้จริง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่บีมเคยจัด หลายคนมาเจอกันในกิจกรรมนี้ ครั้งเดียวก็คือจบ...เข้าใจทั้งตัวเองและปัญหาสิวของตัวเอง เอาไปทำต่อได้เลย ไม่ต้องมาอีก แสดงว่าจบจริง ๆ บีมเลยคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตตัวเองที่จะได้เรียนกับคนอื่นด้วยตามนี้ค่ะ
  3. เพื่อการร่วมงานกับบุคคลระดับสูง ปีนี้ บีมมีโปรเจ็คงานใหญ่ ๆ หลายโปรเจ็ค ทั้งของบีมเองและของผู้ที่บีมต้องไปร่วมงานกับเขา แต่ละคนโปรไฟล์ระดับใหญ่ทั้งนั้นค่ะ บีมจึงต้องการเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อย จิตใจที่เล็กและเต็มไปด้วยการคิดถึงปัญหา จะไม่สามารถทำให้เราร่วมงานกับคนใหญ่ ๆ ได้ มันจะกดความคิดสร้างสรรค์ของเรา บีมเกรงงานจะเสีย เลยต้องจัดการตัวเองให้มีระดับพลังงานสูงสุดกลับคืนมาค่ะ 
เป็น 3 เหตุผลหลักที่บีมตัดสินใจลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ!!!

คอร์สนี้คือคอร์สอะไร?

รับใบประกาศนียบัตรจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง

คอร์ส Certification of International Yoga Leader เป็นคอร์ส 4 วัน 3 คืน ที่สอนเกี่ยวกับ โยคะหัวเราะทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ทั้งในส่วนขององค์ความรู้โยคะหัวเราะเองและการนำไปใช้กับตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากภายในสู่ภายนอกอย่างสมบูรณ์ และ วิธีการจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะให้กับสังคมสำหรับคนกลุ่มต่าง ๆ ค่ะ ซึ่งปกติแล้วตามหลักสูตรจริง ๆ จะเรียนกันแค่ 2 วันเท่านั้น แต่ครูเก๋มีความประสงค์ต้องการให้ผู้ที่ออกจากผู้นำนี้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะไปเป็น "ผู้นำโยคะหัวเราะ" ได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ได้ใบประกาศไปแล้วจบค่ะ ต้องเอาไปต่อยอดและทำต่อได้จริง ๆ จึงทำเป็นคอร์ส 4 วัน เพื่อที่จะได้มีเวลาทำความรู้จักนักเรียนแต่ละคนอย่างใกล้ชิดและได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทุกระดับความลึกของคนหนึ่งคนที่มาเรียน และช่วยจัดระเบียบสมอง และทำให้ผู้เรียนได้ตระหนักรู้ทิศทางชีวิตของตัวเองที่ออกจากส่วนลึกจริง ๆ เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติและพลังพร้อมออกไปนำผู้อื่นได้จริง ๆ

ผู้สอนคือใคร?

ครูเก๋รับใบประกาศนียบัตรจาก TED ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ปี 2017

ผู้สอน คือ ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง คนไทยคนแรกที่ขึ้นเวที TEDx ระดับโลกที่ประเทศจีน และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 ทำเนียบนักดนตรีบำบัดนักพลังงานบำบัด จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ติดตามผลงานครูเก๋อย่างไม่ให้รู้ตัวอยู่ 2 ปี และยังเป็นทูตโยคะหัวเราะระดับสากลจาก Laughter Yoga International University เป็นวิทยากรและครูที่มีผลงานเขียนและผลงานด้านการบำบัดมากมายนับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ทั้งในไทยและต่างประเทศ

การเรียนการสอน

  • เนื่องจากขณะนี้ รับเป็นกลุ่มเล็ก จึงเรียนที่บ้านคีตา ซึ่งจะมีห้องที่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านครูเก๋ จะใช้ในการสอนและบำบัดค่ะ เรียนห้องนั้นเลย ซึ่งที่นี่มีพลังงานที่ดีมาก อยู่แล้วสงบ และห้องที่ครูเก๋ใช้สอนเป็นห้องที่ใช้บำบัดด้วย จึงเต็มไปด้วยพลังที่ดีมาก ๆ และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการบำบัดด้วยค่ะ
  • จะใช้คู่มือที่เป็นหลักสูตรสำหรับการสอนจาก Laughter Yoga International University ซึ่งครูเก๋เป็นคนไทยคนที่สองที่ไปเรียนถึงอินเดียและจบจากที่นี่ค่ะ ซึ่งสามารถนำหลักสูตรมาเปิดสอนระดับผู้นำต่อได้ โดยจะมีสไลด์ที่ครูเก๋สรุปให้เป็นภาษาอังกฤษและสอนตามสไลด์ แต่ไม่น่าเบื่อค่ะ สไลด์คือเหมือนเป็นเค้าโครงให้เราได้เรียนตามนั้นให้ครบ แต่ในช่วงการสอนจะมีการพูดคุย ยกเคสต่าง ๆ ขึ้นมา คือ จะเป็นบทสนทนาที่อาจเป็นการแชร์ประสบการณ์ของผู้เรียนหรือเคสของครูเก๋ ฯลฯ ไม่มีอะไรตายตัวในส่วนนี้ค่ะ แต่ทุกอย่างจะเสริมให้เราเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้นมาก ๆ และบางบทสนทนาอาจจะปลดล็อคและตอบโจทย์ผู้เรียนได้เลยก็มีค่ะ เป็น Interactive Learning ค่ะ
  • ครูเก๋จะจัดกิจกรรมที่เป็นการบำบัดผู้เรียนไปด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การระบายสีศิลปะแมนดาลาเพื่อเข้าใจสภาวะจิตใจของตัวเอง ณ ปัจจุบันและการตั้งเป้าหมายให้ชีวิตจากส่วนลึกของแต่ละคนจริง ๆ ว่าต้องการอะไรในตอนนี้ การทำโยคะนิทราเพื่อให้ผ่อนคลายและจัดระเบียบสมองและระบบประสาทใหม่ ถ้าทันอาจจะได้ทำ TRE คือ ขจัดความเครียดฝังลึกในร่างกายและจิตใจ
  • จะจัดอะไรอย่างไร อยู่ที่หน้างานค่ะ เพราะแต่ละรุ่นที่มาก็ประกอบด้วยผู้เรียนที่มีพื้นฐานชีวิตแตกต่างกันไป บีมไม่สามารถบอกได้ว่า ครูเก๋จะจัดอะไรบ้างค่ะในด้านการบำบัด แต่หลัก ๆ แล้วครูเก๋ก็จะใช้เครื่องมือที่ "ตกผลึกแล้วและใช้ได้ผลจริง" คือ แมนดาลา โยคะนิทรา โยคะหัวเราะ ค่ะ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ครูเก๋เชี่ยวชาญมาก ๆ แต่สำหรับรุ่นพวกเรา คือ จัดแบบนี้ ได้ครบทั้งหมด ขาดแค่ TRE ค่ะ เพราะไม่ทันจริง ๆ และผนวกกับการทำโยคะหัวเราะในรูปแบบการบำบัดและโปรแกรมสมองใหม่ ซึ่งเสียงและคำพูดที่ครูเก๋ใช้ มันสามารถทะลวงอะไรบางอย่างได้แบบอธิบายไม่ถูกค่ะ อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของครูเก๋ที่ทำมันได้ค่ะ อันนี้คงต้องสัมผัสกันเอง เพราะอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลค่ะ แต่เพื่อนในคอร์สเดียวกับบีม ได้รับประสบการณ์แบบทะลวงอะไรบางอย่างเหมือนกันทั้งหมดค่ะ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ พาร์ทนี้ชอบมาก ๆ ค่ะ
  • จริง ๆ แล้ววันที่ 4 จะเป็นวันที่ได้ทดลองเป็นผู้นำจัดกิจกรรมค่ะ แต่พอดีครั้งนี้ มีเหตุด่วนเข้ามากะทันหัน เนื่องจากตำรับไทยได้โทรมาขอให้ครูเก๋ไปร่วมประชุมด้วยที่กรุงเทพ ซึ่งปีหนึ่งจะมีประชุมนี้แค่ครั้งเดียว และแบรนด์เคย์ของครูเก๋เป็นหนึ่งใน 5 จากทุกแบรนด์ที่ขายในตำรับไทยที่ได้รับคัดเลือกให้ไปในครั้งนี้ค่ะ พวกเราไม่มีปัญหาเลยกับตรงนี้ และโอเคกับการปิดการสอนของครูเก๋ในวันที่ 3 ของการเรียน ซึ่งครูเก๋ก็ให้พวกเราเต็มที่มาก ๆ  ในวันที่ 4 มีลูกศิษย์ครูเก๋รุ่นพี่มารับช่วงต่อ เป็นพยาบาลที่รักและปฏิบัติโยคะหัวเราะจริง ๆ ซึ่งสอนพวกเราได้ดีเยี่ยมมาก ๆ ประเมินผลการจัดกิจกรรม ช่วยดูแลการอ่านแมนดาลา (ศิลปะดอกไม้แห่งชีวิต) และให้พลังไม่แพ้ครูเก๋เลยค่ะ เราก็ได้รับครบไปเต็ม ๆ ทุกอย่างส่งไม้ต่อมาจากครูเก๋อย่างราบรื่นมาก ๆ
  • ช่วงทานข้าว ครูเก๋ ก็จะมาทานกับพวกเราด้วยค่ะ ซึ่งก็จะได้คุยกันนอกรอบอีกหลายเรื่อง ในจุดนี้ บทสนทนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นทางการ ก็อาจนำไปสู่การปลดล็อคของผู้เรียนบางคนได้ด้วยเช่นกันค่ะ และหลาย ๆ คนก็รู้สึกชัดเจนในทิศทางตัวเองมากขึ้น อันนี้ไม่ตายตัวค่ะ อยู่ที่ว่าผู้เรียนเป็นใคร สภาวะอย่างไรด้วยนะคะ แต่รุ่นที่บีมเรียนคือมันได้แบบนี้ค่ะ หน้างานจริง ๆ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นค่ะ

ลำดับกิจกรรม

วันที่ 1 
คลาสจะเริ่มบ่าย 2 เพราะเผื่อเวลาให้คนที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่นได้พักผ่อนช่วงเช้า (เผื่อมาถึงเช้า) จะเป็นการแนะนำตัว ทำความรู้จักกัน เน้นให้ผ่อนคลาย ระบายสีแมนดาลา และบทเรียนแนะนำโยคะหัวเราะ และตอนก่อนนอนครูเก๋ทำโยคะนิทราให้ค่ะ 


ครูเก๋กำลังอธิบายแมนดาลาและวิธีทำกิจกรรมนี้

วันที่ 2 
คลาสเริ่ม 7.30 น. ครูเก๋จะนำการทำโยคะหัวเราะเลยค่ะ เราจะหัวเราะกันประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วไปทานอาหารเช้าของบ้านคีตา (เป็น guest house ด้วย) และไปพัก กลับมาเรียนทฤษฎีต่อจนเที่ยง ก็ทานอาหารจากครัวคุณแม็ค (Mac's Kitchen) ซึ่งเชี่ยวชาญการทำอาหารสุขภาพที่อร่อยและพรีเมี่ยมมาก ๆ ค่ะ

เตรียมกินอาหารสุขภาพจากครัวคุณแม็คค่า :)

หน้าตาอาหารจะออกประมาณนี้ น่าทาน ได้สุขภาพ อร่อย หลากหลาย


พี่แม็คเป็นสามีบีมเองค่ะ ที่ทำอาหารให้บีมทานอย่างจริงจังเพื่อทดลองเรื่องอาหารและสิว และเพื่อการดูแลสุขภาพทั่วไปของบีมเองมา 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งส่วนตัวบีมจะเลือกกินค่อนข้างมาก และต้องการความอร่อยด้วย ซึ่งทุกคนที่ได้กินอาหารคุณแม็ค จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยและรู้สึกดีกับตัวเองค่ะ เพื่อน ๆ บางคนบอกว่า น้ำหนักลดด้วย ระบบขับถ่ายดีด้วย คือ ประกอบกันจากกิจกรรมของครูเก๋และจากอาหารครัวนี้ค่ะ ซึ่งผู้เรียนสามารถแจ้งมาได้ตั้งแต่ก่อนเข้าคลาสว่า จะไม่กินอะไรบ้าง คุณแม็คก็จะออกแบบให้พิเศษสำหรับแต่ละรุ่นไปค่ะ

ช่วงบ่ายวันที่ 2 
ก็กลับมาเรียนทฤษฎีกันต่อ เพราะ เนื้อหาค่อนข้างเยอะค่ะ ช่วงเย็นก็ทานอาหารเย็น และมีช่วงพัก และกลับมาเรียนต่อประมาณหัวค่ำ และส่งเข้านอนด้วยโยคะนิทราค่ะ
วันที่ 3 คลาสเริ่ม 7.00 น. มาทำโยคะหัวเราะ 1 ชั่วโมง ไปทานข้าว แล้วช่วง 9 โมงก็มีคุณครูและน้อง ๆ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายประมาณ 10 คนมาเรียน "โยคะหัวเราะสำหรับผู้สูงวัย" และพอดีเป็นวันตรงกับการทำ Laughter Club ของครูเก๋ ซึ่งมีคณะลูกศิษย์มาร่วมทำโยคะหัวเราะด้วยประมาณ 5 คน เราก็ได้เรียนและร่วมนำกิจกรรมไปพร้อมครูเก๋ค่ะ สนุกมาก ๆ และมีเด็กเล็ก 1 คนมาด้วย ก็ทำให้เราได้เรียนรู้โยคะหัวเราะสำหรับเด็กไปด้วยเลยค่ะ เสร็จตรงนี้ก็ไปทานข้าวเที่ยงต่อ พัก แล้วเรียนต่อช่วงบ่าย ซึ่งเป็นเนื้อหาในส่วนของการจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะแล้วค่ะ โดยเราต้องเป็นผู้นำกิจกรรม บ่ายแก่ ๆ เราก็ได้คิดกิจกรรมและซ้อมกัน จากนั้นก็ไปทานอาหารเย็น 

จากนั้น ได้ไปเที่ยวถนนคนเดิน (ไปกันเอง) เพราะมีเพื่อนมาจากกรุงเทพและลำพูน เราก็อยากพาไปเดินค่ะ ก็ไปเดินและไปเต้นรำวงที่กลางลานค่ะ จุดนี้ก็ทำให้สนิทกับเพื่อน ๆ มากขึ้นด้วย และส่วนตัวบีมเอง การที่ได้ไปกลางลานที่มีการเต้นรำวงของถนนคนเดินก็ทำให้เรารู้ตัวเองแล้วว่า เราได้ปลดปล่อยกรอบที่ขังตัวเองไปพอสมควร รู้สึกสนุกและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่สนใจว่าจะเต้นได้หรือไม่ และเพื่อน ๆ ที่ผ่านคอร์สและการบำบัดมาด้วยกัน ก็ไม่มีกำแพงอะไร ไม่ตัดสินกันและกันเลยค่ะ ยอมรับกันและกันแบบง่าย ๆ เลย ซึ่งมันส่งเสริมให้เราปลดล็อคตัวเองได้หลายอย่างมาก ๆ จริง ๆ อันนี้ต้องขอบคุณทั้งกิจกรรมครูเก๋และเพื่อนในคอร์สมาก ๆ เลยค่ะ

กลับมาอาบน้ำและเรียนต่อตอน 2 ทุ่ม จนจบเนื้อหา แต่คืนนี้ไม่ได้ทำโยคะนิทราและไม่ทันทำ TRE ที่เป็นเทคนิคการกำจัดความเครียดฝังลึกค่ะ เพราะ ครูเก๋ประเมินแล้วว่า ร่างกายแต่ละคนล้าแล้ว ไม่สามารถทำได้ ถ้าทำก็จะเป็นอันตรายได้ค่ะ เพราะ การบำบัดแบบ TRE ร่างกายต้องทำงานค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบประสาทค่ะ จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ต้องพักผ่อนมีพลังเพียงพอ

วันที่ 4 
คลาสเริ่ม 7.30 น. ก็มาเรียนกับครูนุ้ย เป็นลูกศิษย์รุ่น 6 ได้นำไปปฏิบัติจริงจังจนเห็นผลหลายอย่างกับตัวเอง และด้วยความเป็นพยาบาลที่รู้เรื่องกายวิภาค (anatomy) ครูนุ้ยก็ได้สานต่อการสอนเนื้อหาเกี่ยวกับการทำโยคะหัวเราะด้วยตัวเองที่บ้านต่อเนื่องและสอนเรื่องโยคะหัวเราะกับการเปลี่ยนแปลงระดับร่างกาย การประเมินกิจกรรมที่เราทดลองจัดโดยมีส่วนร่วมไปด้วย และการช่วยอ่านแมนดาลาที่ระบายกันตอนจบคอร์สค่ะ ซึ่งการระบายสีค่อนข้างใช้เวลา เราจึงเสร็จกันประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ ค่ะ แล้วก็ไปทานข้าวเที่ยงมื้อสุดท้ายจากครัวคุณแม็คก่อนแยกย้ายกันไปค่ะ

วันปิดคอร์สกับครูนุ้ย :) (คนที่สี่จากซ้าย)
อภินันทนาการซาลาเปาจากร้านปั้นเปา ร้านซาลาเปาดังของเชียงรายค่ะ เจ้าของคือพี่เอ็ง คนที่ยืนหัวเราะอยู่หลังบีมค่ะ :)

ผลที่ได้จากการเรียนคอร์สนี้

สภาวะก่อนเรียนของบีม

  • ด้วยสภาวะความเครียดฝังลึกของชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และปัญหาการเงินที่สืบเนื่องมาจากธุรกิจเดิมที่เคยทำ ทำให้บีมยังคงมีพลังงานลบตกค้างทั้งในส่วนของกายและจิตหลงเหลือ ทั้งที่ได้เคลียร์ด้วยตัวเองไปเยอะพอสมควรแล้ว แต่...สิ่งเหล่านี้ มันทำให้บีมรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขจริง ๆ หัวเราะไม่ค่อยออก ยิ้มไม่ค่อยออก จริงจัง ซีเรียสกับทุกเรื่อง จนคนรอบตัวรับพลังเครียด ทั้งลูกและสามี บีมรู้สึกว่า ตัวเองเหวี่ยงง่าย และอยากขังตัวเองเอาไว้ไม่ให้ไปกัดและทำร้ายใคร รู้สึกตัวเองเป็นขยะและหมาบ้าได้ตลอดเวลา อย่างไรอย่างนั้นค่ะ แม้ในเรื่องการทำงานจะดูทำได้ปกติ แต่ในใจลึก ๆ เรารู้ว่า เราไม่มีความสุขแท้จริงได้เลย
  • อีกอย่าง...บีมสงสัยตัวเองว่า ทำไมเราเล่นกับลูกไม่ได้ ไม่สนุกกับสิ่งที่เขาเล่นได้เลย ทั้งที่เราก็เคยเป็นเด็ก ไอ้ความเป็นเด็กในตัวเราไปไหนซะแล้ว ... บีมอยากได้ความสดใสของวัยเด็กกลับคืนมาค่ะ มาเป็นพลังให้ตัวเอง มาเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างเราและลูก เพราะบีมจะตั้งใจในการเลี้ยงลูกมาก ๆ เพื่อไม่ให้เขาต้องมีบาดแผลในใจเหมือนบีมที่บาดแผลนั้นส่งผลลบต่อชีวิตอย่างมหาศาล ก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกเราเติบโตอย่างมีหัวใจที่เต็มไปด้วยความสุข ความรัก และความรู้สึกมั่นคง และลูกคือส่วนสะท้อนตัวเราค่ะ บีมเริ่มเห็นว่าเด็ก ๆ จะเกร็งเวลาที่ต้องคุยกับบีม ดูไม่เป็นตัวเอง ซึ่งปกติแล้วเขาจะเป็นเด็กที่มีความสุข สนุกสนานดี เป็นที่รักของครู เพื่อน และทุกคนที่ได้พบเห็น แต่พออยู่กับเรา เหมือนเขากลัวทำอะไรผิด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักในสายตาของบีม บีมจึงต้องรีบหาทางแก้ไขตัวเองด่วนที่สุดค่ะ
แววตาเป็นเพียงสิ่งเดียวของร่างกายที่สะท้อนพลังภายในของมนุษย์คนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา จะเห็นว่าภาพซ้ายแววตาของบีม ดูสับสน ไม่มีความสุข แม้จะยิ้ม ก็ดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เป็นแววตาของคนที่เป็นสิวโดยทั่วไปค่ะ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตตัวคุณเองดู หรือเป็นแววตาของคนแบกโลกทั้งใบ แบกทุกปัญหาไว้กับตัวนั่นเอง แต่ภาพขวาคือผ่านการเปลี่ยนแผ่านมาแล้ว มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ดวงตามีน้ำในตาเหมือนเด็ก ๆ สดใส และการยิ้มก็เต็มที่มาก ๆ ยอมรับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นค่ะ

หลังจากเรียนแล้ว บีมพบว่า

  • สำหรับบีมแล้ว ในครั้งแรกที่บีมได้พบโยคะหัวเราะเมื่อปีที่แล้ว บีมคิดว่ามันยาก จะให้มาหัวเราะแบบไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร ดูบ้าและตลกมาก ๆ บีมจึงหลีกเลี่ยงมันไปค่ะ คิดว่าวิธีอื่นคงช่วยได้และเหมาะกับจริตเรามากกว่า แต่หารู้ไม่ว่า ได้ทำแล้ว ติดใจมาก เพราะผลลัพธ์มันทำให้เราเปลี่ยนชนิดหลังเท้าเป็นหน้ามือได้จริงในระยะเวลาไม่นานเกินรอเลยค่ะ เพราะ ขณะที่เราหัวเะราะ ซึ่งแม้จะเป็นการแกล้งหัวเราะไปก่อน พอเราทำทุกวัน เราจะหัวเราะเป็นธรรมชาติได้เองเลยค่ะ ตอนแรก ๆ ก็ฝืนค่ะ แต่เอาวะ ทำก็ทำ เพราะ เรารู้ว่ามันคือการบำบัดและกระแทกของเสีย ๆ จากท้องของเราทั้งระบบกายภาพและพลังงาน เราก็ตั้งใจทำค่ะ 
  • บีมรู้สึกว่าโลกมันง่ายขึ้นมาก ๆ ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไร ไม่ต้องดูตลก บีมก็สามารถหัวเราะได้อัตโนมัติ บีมคิดว่า นี่คือ ของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์เพื่อมาบำบัดมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เพียงแค่หัวเราะ มันก็จะบำบัดทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทุกวันนี้เป็น มนุษย์ที่ผิดธรรมชาติ เป็นผลมาจากคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตผิด ๆ ที่สืบทอดกันมา โยคะหัวเราะคือการ "ปฏิวัติทางสังคม" ที่ทำให้บีมได้คอนเซ็ปต์และจิตใต้สำนึกใหม่ในการดำรงชีวิตค่ะ เราสามารถหัวเราะใส่ปัญหาได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน พอทำได้ ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นจริง ๆ ค่ะ 
  • การหัวเราะและความสุขมันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอะไรใหม่ที่บีมรู้สึกดีใจมากที่ได้เรียนรู้และได้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในระดับนี้ คือ ปกติเราจะเรียนรู้วิธีว่า คิดอย่างไร จะได้ผลอย่างนั้น จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ มันต้องออกมาจากระดับ "หัวใจและพลังงาน" ของเราโดยธรรมชาติ ไม่ใช่การคิด การคิดมันไม่ทันกระแสจิตและกระแสประสาทอัตโนมัติหรอกค่ะ เราจะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราเหนื่อย ง่วง หิว เครียด เรามักจะตัดสินใจเลือกอะไรที่...ใจลึก ๆ เราอยาก ไม่ใช่ "คิดว่ามันดีต่อเรา" ใช่ไหมคะ นั่นแหละ โยคะหัวเราะและสิ่งที่ครูเก๋ได้สอนพวกเรา ทำให้เราในคอร์สนี้ ทำให้เรามีกระแสบวกและเสียงหัวเราะในระดับจิตใต้สำนึก มันจะเหมือนเป็นคลื่นพลังงานปกป้องเราจากกระแสลบทั้งหลายที่มากระทบเราค่ะ ซึ่งอาจจะมาจากพลังลบที่ยังตกค้างหลงเหลือ (มันต้องหัวเราะและเคลียร์ออกไปเรื่อย ๆ ทุกวันให้ครบ 40 วันค่ะ และทำให้เป็นชีวิตใหม่ของเราจนกว่าจะพลังงานจะเคลียร์ใส พลังจิตของเราจะแข็งแรงมาก ๆ ในจุดนั้น ซึ่งความมั่นคงแบบนี้ จะทำให้เป็นคนที่มีใจแข็งแรง อะไรมากระทบก็ไม่หวั่นไหว เรารู้แต่ไม่กระเทือนมากหรือบางเรื่องก็กระเทือนเราไม่ได้แล้วก็มีค่ะ ถ้ามันไม่บาดลึกมากนัก ซึ่งก็น่าจะได้ผลเหมือนการวิปัสสนาค่ะ (อย่างน้อยบีมก็รู้สึกแบบนั้น)
  • คนที่มีพลังงานลบสะสมในกายและจิต ก็จะมีความคิดลบ มีกระแสพลังลบเป็นธรรมชาติของเขา คนกลุ่มนี้ อยู่ใกล้แล้วก็รู้สึกอึดอัด ไม่สบายกายใจ อยู่นาน ๆ พาลจะคิดลบ ทำลบ ไปด้วยค่ะ พระพุทธเจ้าจึงสอนไว้ในมงคลชีวิต 38 ประการ ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือ ไม่คบคนพาล ก็นั่นแหละ อย่าไปคบคนพลังลบ ๆ คิดลบ ทำลบ ทำเลว เพราะชีวิตเราจะเลียนแบบไปอัตโนมัติ ทำให้ชีวิตเราแย่ไปด้วย ซึ่งสภาวะก่อนเรียนของบีม ก็คือสภาวะนี้แหละ คือ มันมีกระแสที่ดีอยู่แล้วส่วนหนึ่ง แต่บาดแผลมันลึกและเยอะมาก่อน แถมระบบ HPA คือ แกนระบบต่อมไร้ท่อหลักที่ตอบสนองต่อความเครียดก็ติดค้างอย่างรุนแรงด้วย ก็ทำให้ร่างกายบีมหลั่งสารเครียดออกมาตลอดเวลา ส่งผลให้ชีวิตเครียดและเป็นสิวแบบที่ยังไม่หายขาดนั่นเองค่ะ ตอนนี้บีมเคลียร์พลังเหล่านี้ออกไปพอสมควรแล้ว เหลืออยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์ก็สัมพันธ์กับผิวที่ใสขึ้นจริงค่ะ เพราะ พลังงานเราสะอาดแล้ว แก่น HPA คลายแล้ว (อ่านในบทความนี้เพื่อให้เข้าใจ HPA นะคะ) หัวเราะก็ง่าย ความคิดสร้างสรรค์ก็มา ทิศทางในชีวิตก็ชัดเจนขึ้น หลังจากนี้ก็แค่เหลือปฏิบัติต่อเนื่องไปค่ะจนกว่ามันจะกลายมาเป็นร่างใหม่ พลังงานใหม่ของเราแบบยั่งยืนได้จริง ๆ อันนี้อยู่ที่เราปฏิบัติต่อเนื่องค่ะ
  • การที่เรามีกระแสพลังงานบวกและหัวเราะได้จากหัวใจ และโยคะหัวเราะที่สอนปรัชญาชีวิตผ่านกิจกรรมง่าย ๆ ไม่ต้องมีอะไรเลย มีแค่หัวเราะจริง ๆ กับท่าทางการเล่นแบบเด็ก ๆ ที่ดูไร้สาระ มันทำให้เรามีหัวใจเด็กได้อีกครั้ง มีความคิดสร้างสรรค​์เพิ่ม เป็นตัวของตัวเอง และเริ่มรู้สึกว่าเงินไม่ค่อยทำให้เรารู้สึกเครียดแล้ว รู้สึกเป็นอิสระจากเงินและวัตถุต่างๆ มากขึ้น ภาพที่ฝังในใจเราตอนนี้คือ ภาพกับเสียงหัวเราะของเราและเพื่อน ๆ ในคอร์ส พอกลับมาบ้าน ก็มาหัวเราะกับลูก สังเกตลูก เล่นกับลูก มันก็เป็นการสั่งสมเสียงหัวเราะในจิตใต้สำนึกไปในตัว ซึ่งตอนที่เราหัวเรา จิตใต้สำนึกจะเปิดออกเลยค่ะ ถ้าเราเห็นตัวเองในกระจกหัวเราะ มันจะจำติดตาไปเลยด้วย พอดีบีมมาฝึกเองที่บ้านแล้วฝึกหน้ากระจกตอนเช้า ภาพมันติดตา ความรู้สึกติดใจมาเลยค่ะ ก็เสริมให้พลังส่วนบวกแบบออโต้มากขึ้น
  • บีมพบว่า เราสามารถบำบัดตัวเองได้ต่อเนื่อง โดยการหัวเราะทุกเช้าหลังตื่นนอน ที่ชัดเจนเลยก็คือ มันจะมีความรู้สึกกับภาพลบ ๆ คนที่ทำให้เราเจ็บผุดมา แล้วเราก็หัวเราะใส่มันด้วยท่าทางที่โยคะหัวเราะเขาสอนค่ะ มันเหมือนภาพลบ ๆ พวกนั้น กระเด็นออก เฟดออก กลัวเรา ที่เราหัวเราะใส่มันดัง ๆ ค่ะ ซึ่งย้ำว่า ตอนเริ่มด้วยการวอร์มอัพก่อน แล้วหัวเราะไปก่อน แม้จะฝืน ๆ ก็แค่ฉีกยิ้มแล้วหัวเราะไปเลย ทำหน้ากระจกยิ่งดีค่ะ เห็นหน้ายิ้ม ๆ หัวเราะของตัวเองแล้วมันจะฝังภาพนี้ลงไปให้ในจิตใต้สำนึกเลยค่ะ เร็วมาก ๆ และจุดติดแล้ว หัวเราะได้ต่อเนื่องเองแล้ว เราก็หัวเราะใส่อะไรที่เราเป็นทุกข์อยู่เลยค่ะ คิดถึงมันแล้วหัวเราะใส่ดัง ๆ ไปเลย ให้หัวเราะแบบที่ท้องเราได้ขยับเยอะ ๆ นะคะ ถึงจะได้ผล และถ้าหลังหัวเราะแล้ว รู้สึกว่าเราได้กระแทกความทุกข์ออกได้ แสดงว่าได้ผลค่ะ มันจะเบาขึ้น เราจะรู้สึกเป็นผู้ชนะมากขึ้น
  • กระบวนการทำต้องทำให้ครบค่ะ ตอนหัวเราะคือการเขย่า กระแทก และกระตุ้นการหลั่งสารความสุข เราต้องทำการ grounding หรือสงบพลังงาน วัดที่การเต้นของหัวใจให้เป็นปกติค่ะ เพราะตอนหัวเราะ ระดับพลังงานเราจะขึ้นสูงปรี๊ด ต้อง ground ให้สงบก่อนค่ะ ถึงจะไปทำอย่างอื่นต่อได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายได้ และตอนที่สงบพลังงานนี้เอง (ทำได้ด้วยการ Hum หลาย ๆ ครั้ง หรือนอนฟังคลื่น หรือนอนพักเฉย ๆ ให้สงบ แล้วแต่ถนัดค่ะ) ฮอร์โมนความสุขจะแผ่ปกคลุมไปทั่วร่างกาย ให้เราแค่ตามรู้ ตามดูค่ะ และมันจะมีเสียงหึ่งๆในหู ซึ่งครูเก๋บอกว่า มันเป็นเสียงของคลื่นธรรมชาติที่ดูแลเราอยู่เสมอมาอยู่แล้วค่ะ ให้ตามรู้ ตามดู ตามฟัง ก็พอ ถ้าได้ยิน แสดงว่าได้ผลดีเลยค่ะ เหมือนคลื่นของเราสงบและเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้แล้ว ก็จะเกิดการบำบัดในกายและใจของเราได้จริง ๆ
  • การทำโยคะหัวเราะ คือ การเขย่าตะกอน หินโสโครก ในลำธารชีวิตของเราให้หลุดออกค่ะ ช่วงที่เราปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ละวันก็จะได้รับประสบการณ์แตกต่างกันไปค่ะ และถ้าหากรู้สึกเศร้า รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อตัว ทั้งที่เราก็ดูแลสุขภาพดีอยู่แล้ว หรือดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีอะไรมากระทบให้รู้สึกแบบนั้นเลย ขอให้แค่ตามรู้ ตามดูค่ะ เดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง ขอแค่เราทำทุกวัน จนกว่ากายและจิตนี้จะเคลียร์ใส ปราศจากตะกอนและหินโสโครกค่ะ ซึ่งต้องใช้เวลา จะนานเท่าไหร่ไม่อาจบอกได้ ซึ่งครูเก๋เป็นกลุ่มที่มีพลังงานเคลียร์แล้วค่ะ เพราะทำมาหลายปีแล้ว สำคัญคือ อย่าไปเอาความลบมาปรุงแต่งต่อค่ะ ตามรู้ ตามดู ก็พอ
  • บีมรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ เป็นตัวของตัวเอง กล้าทำอะไรที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อนมากขึ้น เพราะกลัวเสียภาพ เสียฟอร์ม ประมาณนั้น มันแตกต่างจากคอร์สจิตวิทยาอื่น ๆ ที่เคยเรียนมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน ซึ่งปกติแล้ว เราไปเข้าคอร์สด้านจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองอะไรก็ตาม มันก็จะได้ในส่วนของการตกผลึกในระดับความคิด โอเค ชีวิตมันก็จะเหมือนดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ไอ้ที่เรายังไม่ได้เอาออกไป ยังเป็นหินโสโครกในระดับพลังงานและระดับประสาทอัตโนมัติ (แกน HPA) มันก็มาดึงเราให้กลับไปที่เดิมจนได้ค่ะ ถ้าสติเราไม่แข็งแรงพอ ซึ่งถ้าใครที่เป็นไม่เยอะ ไม่ลึก การออกกำลังกายและการนวดตัวจะช่วยได้ค่ะในการเอาตรงนี้ออก แต่ถ้าเยอะ ลึก นาน และเอาออกเองไม่ได้แล้ว บีมคิดว่าการบำบัดของครูเก๋ผสานกับโยคะหัวเราะที่มาทำต่อเนื่องเองช่วยได้แน่นอนค่ะ ในระยะเวลาเห็นผลที่ไม่นานเกินรอ
  • แต่ทั้งนี้ บีมคิดว่า แต่ละคนก็คงจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปค่ะตามโจทย์ชีวิตของแต่ละคน ตามสภาพร่างกาย สภาพปัญหา เพราะแต่ละคนมีชีวิตที่ต่างกันค่ะ สำหรับบีมมันเวิร์คมากค่ะ
  • สิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ได้รับ คือ การได้รู้จักตัวเองและมีทิศทางชัดเจนที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรหลังออกจากคอร์สค่ะ ซึ่งจุดนี้ เป็นคอร์สเดียวที่บีมรู้สึกว่าบีมได้แบบเต็ม ๆ ซึ่งเราจะตกผลึกมากขึ้นเมื่อทำครบทุกกิจกรรมในคอร์สอย่างเต็มที่ 4 วันค่ะ ซึ่งไม่ใช่บีมคนเดียวที่ได้ แต่ทุกคนในคอรส์ได้เหมือนกัน ตามสไตล์ของตัวเองค่ะ ไม่มีใครกลัวผิดทั้งนั้น ซึ่งดีมาก ๆ เลยค่ะ และทุกคนให้กำลังใจกันดีมาก ๆ 
  • เราเหมือนคนที่อารมณ์นิ่งขึ้น เบาขึ้น แบบไม่ต้องกดต้องฝืน มันแข็งแรงขึ้นโดยธรรมชาติ ทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกสบายใจขึ้นค่ะ เห็นชัดว่า สามีกับลูกรู้สึกสบายขึ้น และบีมก็มีอะไรเล่นกับลูกมากขึ้นด้วย การมีหัวใจเด็ก พลังงานที่บริสุทธิ์เพิ่มในตัวเรา จะทำให้เราเชื่อมโยงกับลูกและเด็ก ๆ ได้มากขึ้นค่ะ ตรงนี้บีมได้จากคอร์สนี้โดยตรงค่ะ ทำให้ความสัมพันธ์ของลูกกับบีมดีขึ้น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะช่วยเป็นเกราะคุ้มภัยเขาในวันที่เขาโตขึ้นไปเป็นวัยรุ่นค่ะ โดยบีมเชื่อว่า ความรักที่เขารู้สึกได้ ความสบายใจที่มีต่อแม่ของเขา จะช่วยป้องกันปัญหาหลาย ๆ อย่างได้ค่ะ อย่างน้อยลูกก็น่าจะสบายใจที่จะพูดอะไรให้เราฟัง ตรงนี้สำคัญที่สุดค่ะ เพราะ ปัญหาหลายอย่างของวัยรุ่น เกิดจากการที่เขาไม่ได้คุยกับพ่อแม่ค่ะ และคิดว่าพ่อแม่เป็นคนละพวกกับเขา เราต้องสร้างความรู้สึกนี้ตั้งแต่เขายังเด็กให้ได้ค่ะ ตอนนี้บีมเห็นแล้วว่ามันน่าจะช่วยได้ ซึ่งการบ้านของบีมคือ ปฏิบัติต่อเนื่องค่ะ จนกลายเป็นแม่คนเดิมแต่หัวใจใหม่เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีความมั่นคงทางใจและเต็มไปด้วยความรักและเลือกทำแต่สิ่งที่ดีต่อตัวเขาเอง
  • สำหรับสามี เขาก็สบายใจที่จะอยู่กับเรา พอคนเราสบายใจ ก็จะทำงานได้ดีขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ก็ทำให้งานของเขาดีขึ้นด้วยค่ะ

สรุป

  • เป็นคอร์สเรียนที่แปลกใหม่ดีสำหรับบีมและได้ผลจริงในการปลดล็อคตัวเองมากกว่า 90%
  • ให้ผลแบบติดตัวถาวร จุดไหนเคลียร์แล้ว ก็คือเคลียร์เลย ไม่ต้องมาเข้าซ้ำอีก คือ เน้นให้เราทำเอง พึ่งตัวเองได้จริง ๆ  แต่ต้องปฏิบัติต่อเนื่อง ต้องเอามาใช้จริง ๆ หลังจบคอร์สแล้ว ไม่งั้นก็อาจโดนกระแสลบที่ยังตกค้างชักเข้าที่เดิมได้ค่ะ เป็นความรับผิดชอบของเราเองล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับใครเลย
  • ให้ผลเรื่องผิวและสุขภาพได้จริง ๆ คือ สิวกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญไปเลย กลายเป็นคนหน้าใส มีเลือดฝาดขึ้นมาได้ และสิวที่เคยตกค้างแถว ๆ กรามคาง หน้าหู ซึ่งเป็นโซนที่เกี่ยวกับไต ความเคีรียด ก็ค่อย ๆ หายไปด้วย บางครั้งมันก็มีขึ้นมา เพราะ ร่างกายกำลังเคลียร์ของเสียตกค้างค่ะ เราแค่ตามรู้ ตามดู เดี๋ยวมันก็ไปเอง เพราะเราดูแลตัวเองดีอยู่แล้วในทุกเรื่อง บีมแค่ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งโยคะหัวเราะทดแทนการออกกำลังแบบ cardio ได้เลยค่ะ มีงานวิจัยแล้วว่า หัวเราะต่อเนื่องตามแบบฉบับโยคะหัวเราะเพียง 10 นาที ได้ผลเหมือนวิ่งบนสายพาน 30 นาที และทำโยคะหัวเราะ 20 นาที ได้ผลเหมือนไปยิม 1 ชั่วโมงค่ะ แสดงว่าบีมได้ครบแล้ว :)
  • มันช่วยให้เรามีมุมมองการใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อการแก้ปัญหาชีวิตที่เรื้อรัง ซับซ้อน ยุ่งเหยิง เช่น ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ เป็นต้น เราจะกล้าตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องที่สำคัญ ซึ่งการตัดสินใจเรื่องสำคัญก็จะส่งผลให้เราแก้ปัญหาได้ดีขึ้นด้วยค่ะ จบไปเป็นเรื่อง ๆ เราจะกล้ารับในผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งการฝึกตามรู้ ตามดู จะช่วยฝึกฝนสติให้เรา และพลังงานที่เคลียร์ขึ้น จะทำให้เราเห็นอะไรตามจริงได้ชัดเจนขึ้น ใกล้เคียงหรือเหมือนกับการได้ทำวิปัสสนาค่ะ ตรงกับหลักของ ZEN ด้วย
  • ได้ครบทั้งกาย จิต วิญญาณ เหมือนโดนทำความสะอาดครั้งใหญ่ Ho Ho Ha Ha Ha :) แถมได้หน้าท้องกระชับด้วยค่ะ ไม่น่าเชื่อ...เป็นผลพลอยได้มาแบบไม่คาดหวัง!
  • แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปนะคะ คือ คาดหวังผลลัพธ์เหมือนบีมตั้งแต่มาครั้งแรก อาจจะยังไม่ได้ แต่การได้เข้าใจศาสตร์นี้ วิธีใช้ที่ถูกต้อง และการเคลียร์พลังงานจากครูเก๋ระดับหนึ่ง มันก็ดีกว่าการที่ไม่ทำอะไรเลยกับชีวิตค่ะ ซึ่งแน่นอนว่า มันจะเบาขึ้น แต่ผลลัพธ์แท้จริงที่จะให้ผลยั่งยืนจริงขึ้นอยู่กับการฝึกโยคะหัวเราะอย่างต่อเนื่องค่ะ 
  • ถ้าเราอยากให้โลกภายนอกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนพลังงานของตัวเองค่ะ แค่นี้แหละ อย่าไปโทษอะไรเลย ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ เราเลือกของเราเองทั้งนั้นค่ะ จะแก้ก็แก้ข้างในนี่แหละ อย่าไปแก้ข้างนอกให้วุ่นวาย เราดี ข้างนอกก็จะดีตามเองค่ะ เพราะเราคือเครื่องกำเนิดพลังงานและสั่งทุกอย่างจากจิตของเราเองแบบไม่รู้ตัว
Mandala ภาพแรกของบีม ยังมีความสะเปะสะปะ เป็นพลังงานบวกที่หาจุดโฟกัสไม่ได้

หลังจบการบำบัดคอร์ส Grounding มีความชัดเจนในทิศทางมากขึ้น

ภาพก่อนเข้าคอร์สผู้นำ ชัดเจนกว่าครั้งที่ 2 แต่ยังระบายแพทเทิร์นไม่ต่อเนื่องกัน (สีชมพู)

ภาพสุดท้ายหลังจบคอร์สผู้นำ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากระบายแมนดาลาเป็นระเบียบและที่มหัศจรรย์คือ มันเป็นคำตอบของภาพแรกสุดที่บีมมีคำถามกับตัวเองว่า "ฉันอยากจะทำอะไรกันแน่ ที่จะทำให้ฉันเป็นผู้นำที่มีความรักและความสุข"??? ขอไม่เฉลยคำตอบนะคะ ว่าภาพสุดท้ายสื่ออะไร แต่ตรงกับใจส่วนลึกเป๊ะ ๆ ค่ะ :)


ความประทับใจในคอร์สจากนักเรียนรุ่น 6 #REBORN

---

สำหรับผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจเข้าคอร์ส ติดต่อที่เพจครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง นะคะ และแจ้งว่า รู้จักมาจากบล็อกของบีมและแนบลิงค์ไปค่ะ ครูเก๋จะได้ทราบว่ามีพื้นฐานจากการอธิบายของบีมมาแล้วค่ะ 

และสิ่งที่ต้องแจ้งไว้ก่อนก็คือ ครูเก๋ไม่รับปรึกษาทางออนไลน์นะคะ ด้วยเหตุผลก็คือ การปรึกษาทางออนไลน์จะไม่สามารถจบปัญหาของคุณได้ มันเป็นการคุยกันระดับความคิด แต่การบำบัดของครูเก๋มันลึกกว่านั้นค่ะ มันเจาะ มันทะลวง และต้องออกแบบชีวิตต่อชีวิตเลย จึงจำเป็นมากที่จะต้องเจอ พูดคุย กันตัวเป็น ๆ ค่ะ 

ดังนั้น หากสนใจในการเข้าบำบัดกับครูเก๋ ขอให้ศึกษาแนวทางของครูเก๋โดยอ่านบันทึกของบีมให้ครบค่ะ (บีมให้ครูเก๋ช่วยตรวจทานเนื้อหาทุกบทความ ดังนั้น มั่นใจได้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องค่ะ) ถ้ามันใช่แนวทางที่คุณตามหามาตลอดชีวิต หรือคิดว่าน่าจะช่วยคุณได้แน่ ๆ ก็ลงคอร์สไปเลยค่ะ สิ่งที่คุณจะได้รับ มันจะได้เกินกว่าเงินที่คุณลงทุนไปมากค่ะ การได้ชีวิตและความสุขแท้จริงของเรากลับมา คือ กำไรชีวิตสูงสุดและเป็นต้นทุนสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สำเร็จ มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนแท้จริงค่ะ บีมไม่ได้ขายคอร์ส แต่บอกจากใจ เพราะบีมและเพื่อนในคอร์สได้รับและรู้สึกแบบนี้จริง ๆ ค่ะ

และสามารถติดตามการอัพเดทบันทึก #โยคะหัวเราะเปลี่ยนชีวิต40วัน ของบีมได้ที่แฟนเพจและบล็อกนี้นะคะ การสมัครรับข่าวสารบล็อกนี้ เพียงแค่กรอกอีเมลที่ช่องรับข่าวสารค่ะ เวลาบีมอัพเดทบทความ มันจะแจ้งไปที่อีเมลของคุณค่ะ 


ขอให้ทุกคนที่ได้อ่านมาถึงบันทัดนี้มีความสุข มีเสียงหัวเราะมาก ๆ ในชีวิตนะคะ
บีม.

---

บทความที่บีมเคยเขียนบันทึกไว้จากการเข้ารับการบำบัดจากครูเก๋ 3 ครั้งที่ผ่านมาค่ะ









Comments